++Good Bye 2014 Welcome 2015++

posted on 03 Jan 2015 03:51 by mineme in Diary

ยังอิงกระแสปีใหม่อยู่ งั้นลองมาคิดทบทวนว่าปี 2014 ที่ผ่านมาได้เรียนรู้อะไรบ้างดีกว่า 

1.Skills

1.1 Prezi: โปรแกรมเด็ดสำหรับ Presentation ตอนแรกก็งง ๆ แต่ตอนนี้ใช้คล่องพอตัวแล้วล่ะ

1.2 Dropbox: โปรแกรมนี้เห็นชาวบ้านเค้าใช้กันมานาน เพิ่งได้มีโอกาสใช้เองก็ปีนี้นี่แหละ เก็บไฟล์งานได้เยอะสะใจมาก

1.3 Charts: ส่วนใหญ่ที่เรียนก็จะเป็นโปรแกรมสำเร็จรูป ซึ่งเรียนหลายโปรแกรมมาก ๆ น่าจะเกิน 10 โปรแกรม เช่น Gliffy, CaCoo, Mind42, Mockflow และ Lucidchart ทำให้เขียนเป็นหมดทุก Charts ในสากลโลก Flowcharts, Sitemaps, Wireframes และอื่น ๆ อีกแปดล้านอย่าง ถ้าทำเป็นเร็วกว่านี้ ชีวิตคงดีกว่านี้เยอะ

1.4 Typing: ที่ผ่านมาพิมพ์สัมผัสได้เฉพาะภาษาไทย ตอนนี้พิมพ์ภาษาอังกฤษได้แล้ว แต่รู้สึกว่าพิมพ์ช้ามาก จริง ๆ ก็ไม่ช้าหรอก แต่พิมพ์ภาษาไทยเร็วสุด ๆ เลยรู้สึกว่าช้า อีกสักพักคงพิมพ์เร็วขึ้นเนอะ

 

2. Mobile Applications

2.1 Memrise: App ฝึกภาษาสุดเจ๋ง เล่นแล้วเพลินมาก ช่วยเรื่องคำศัพท์ได้เยอะเลย

2.2 Schedule Planner: ปกติแพลนต่าง ๆ จะอยู่ในไฟล์ Excel ซึ่งมันก็ง่ายดี แต่ไม่สะดวกเท่ามีในมือถือ

2.3 Smart Budget: ชอบมากกกกกกกก App แรกในชีวิตที่เสียเงินซื้อ Full Version สวย สะอาดตา ใช้งานง่าย :)

2.4 Ookbee: App สำหรับอ่านๆๆๆ และ อ่าน อยากอ่านอะไรก็จัดไป มีให้เลือกอ่านเยอะมาก ทั้งฟรีและเสียตัง เด็ดสุดแล้วเว็บนี้

 

3. Books: อ่านเยอะมาก แต่ขอกล่าวถึงเฉพาะเล่มเด็ด ๆ แล้วกันเน้อ

3.1 The Cultural Code: สุดยอดหนังสือแห่งปี เปิดโลกทัศน์มาก ๆ อ่านแล้วได้เรียนรู้สิ่งที่ซ่อนอยู่ในวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของคนชาติอื่น ๆ ซึ่งสัมพันธ์โดยตรงกับการซื้อสินค้าของแต่ละชาติ นักการตลาดและนักจิตวิทยา ห้ามพลาด! 55555555555

3.2 Media Literacy: Keys to Interpreting Media Messages: เล่มนี้ก็สนุกดี มี case study ให้อ่านเยอะมาก บางอย่างก็อยู่ในชีวิตประจำวันจนไม่ได้คิด ไม่ได้สังเกตเลยว่าสื่อเหล่านั้นส่งผลกับความคิดเรามากแค่ไหน

3.3 Law of Public Communication (9th Edition) เล่มนี้จะว่าเด็ดก็ไม่เชิง ต้องใช้คำว่า"ลืมไม่ลง"มากกว่า อ่านยากมาก ทรหดมาก ไม่เคยอ่านหนังสือเล่มไหนแล้วเปิดดิคบ่อยขนาดนี้ แต่ก็ทำให้รู้อะไรที่ไม่เคยรู้ (และไม่อยากรู้) มากขึ้นนะ

3.4 ตั้งเป้าให้เร้าใจ: หนึ่งใน audio book ของคุณบัณฑิต อึ้งรังษีที่ส่งผลมหาศาลต่อชีวิต ไม่รู้จะบรรยายยังไง สุดยอดของสุดยอดจริง ๆ เอาเป็นว่าปีหน้ารู้กัน ฮ่าาาาาาาาาาา (เลือกอันนี้มาเพราะมันโดนใจที่สุด แต่ audio book อื่น ๆ ก็เยี่ยมเหมือนกันนะ!)

 

4. Lifestyle

4.1 New York Trip: ทริปในฝันเลย คิดไว้นานแล้วว่าก่อนตายต้องไป NY ให้ได้ แหม่! พูดแล้วก็อยากไปอีกแฮะ XD

4.2 Exercise: ปีนี้เป็นปีที่ออกกำลังกายเยอะที่สุดในชีวิตเลย ไม่ใช่อะไรหรอกนะ อ้วนน่ะ! ฮ่าาาาาาาาาาา

4.3 Social Media: เล่นน้อยลงมาก ถึงมากที่สุด จนบางทีก็คิดอยากจะปิดไปซะ แต่สำหรับ Facebook นี่พิเศษหน่อย มีไว้เพื่ออ่านบทความตามเพจต่าง ๆ ส่วนดราม่า หรือ ข่าวต่าง ๆ ไม่ตามเลย ถ้ารู้ก็คือรู้จากสเตตัสเพื่อน ๆ นั่นแหละ ฮ่าาาาาาาาา

4.4 Self-Improvement: สืบเนื่องมาจากข้อ 4.3 เพจที่อ่านส่วนใหญ่เป็นเพจเกี่ยวกับการพัฒนาตนเอง การตลาด การศึกษา ได้ข้อมูลดี ๆ เด็ด ๆ และเปิดโลกทัศน์มาก ๆ คาดหวังว่าจะส่งผลต่อหน้าที่การงานในอนาคต อิอิ

 

5. Myself

 ปีนี้เป็นปีที่ให้เวลากับตัวเองเยอะมาก พยายามหาช่วงเวลาเงียบ ๆ ให้ตัวเองอยู่คนเดียว ได้คิด ได้ตกผลึกอะไร ๆ ต่าง ๆ ในชีวิต อาจจะเป็นเพราะมีปัญหาใหญ่ ๆ ให้จัดการเยอะด้วยล่ะนะ อีกเรื่องคือเรื่องการใช้เวลา ตอนนี้รู้ซึ้งแล้วว่าไม่ชอบปาร์ตี้ทุกชนิด การออกไปข้างนอก = เปลืองเงิน+เปลืองเวลา รวมถึงการออกไปกินข้าวนาน ๆ หลาย ๆ ชั่วโมงด้วย รู้สึกว่ามันไม่ได้อะไรเลยอ่ะนะ

 

 

ปี 2014 ได้เรียนรู้อะไรเยอะมากจริง ๆ ปี 2015 ก็มีอะไรที่อยากทำมากมาย และตัดสินใจเด็ดขาดแล้วว่าจะพัฒนาตัวเองอย่างจริงจังในทุกด้าน เน้นเรื่องงานเป็นหลัก เอาเป็นว่าเขียนคร่าว ๆ แล้วกัน เพราะ New Year's Resolutions ของจริงเป็นความลับนะเคอะ ฮ่าาาาาาา

 

 

 

สิ่งที่อยากทำในปี 2015 :)

 

 

1. English อยากพัฒนาภาษาอังกฤษให้ดีขึ้นไปเรื่อย ๆ คงฝึกจากซี่รี่ย์ต่าง ๆ Ted Talk แล้วก็ดูหนังนี่แหละ 

 

2. Movies ชีวิตที่อเมริกาซึ่งหนังเข้าน้อยกว่าที่ไทย แถมไปดูก็งง ๆ ฟังไม่ค่อยรู้เรื่องเพราะไม่มีซับ ทำให้ดูหนังน้อยลงมาก ๆ ซึ่งถ้าดูหนังน้อยเท่านี้ตอนอยู่ไทยคงจะประหยัดได้เยอะ ดังนั้นพอกลับไทยก็ตั้งเป้าไว้ว่าจะดูหนังไม่เกินอาทิตย์ละ 2 เรื่อง! (นี่น้อยแล้วจริง ๆ นะ ถ้าเทียบกับที่ผ่านมา TT)

 

3. Manga ตั้งเป้าไว้ว่าจะเลิกซื้อการ์ตูนอย่างเด็ดขาด เพราะเป็นรายจ่ายที่เยอะที่สุด อีกอย่างต่อให้ตามซื้อตอนนี้ก็คงไม่ทันแล้วล่ะ ไปถึงไหนต่อไหนแระ ฮ่าาาา

 

4. Books and Audio Books จะอ่านหนังสือ และ ฟัง Audio Books ให้มากขึ้น โดยจะเน้นหนังสือพัฒนาตนเองและภาษาอังกฤษ :)

 

5. Time การมาเรียนป.โทที่อเมริกาทำให้รู้คุณค่าของเวลาอย่างแรง ต่อจากนี้ไปอะไรที่ไม่สำคัญ ไม่ก่อให้เกิดรายได้ ไม่ช่วยให้ชีวิตดีขึ้นก็จะไม่เสียเวลาไปกับสิ่งนั้น ๆ เด็ดขาด เวลามีจำกัดและเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าสูงสุด ต้องใช้อย่างรู้คุณค่า ปี 2015 คงหายตัวและหมกมุ่นอยู่กับการหาเงินหนักกว่าทุกปีที่ผ่านมา หวังว่าพ่อแม่และผองเพื่อนจะชินกับนิสัยเดี๊ยนสักทีนะฮระะะ ฮ่าาาาาาา XD

 

6. Exercise จะออกกำลังแบบนี้ไปเรื่อย ๆ ไม่ต้องเยอะ ไม่ต้องหนัก เน้นสม่ำเสมอ 4-5 วันต่อสัปดาห์ วันละ 15-30 นาที

 

7. Relaxation เนื่องจากรัฐที่อยู่มีต้นไม้เยอะมาก สวนสาธารณะก็เงียบสงบ ร่มรื่น เลยรู้สึกว่าถ้าอยู่ที่ไทยจะไปเดินเล่น-วิ่งเล่นตามสวนสาธารณะ หรือ ที่ไหนก็ได้ที่ต้นไม้เยอะ ๆ เงียบ ๆ ดูบ้าง ในหมู่บ้านก็เข้าข่าย แต่ตอนอยู่ไทยก็ไม่ค่อยได้กลับบ้านนี่สิ ฮ่าาาา เอาเป็นว่าถึงจะหายาก แถมอากาศก็ไม่ค่อยอำนวยเท่าไร แต่ก็จะลองดูนะ อยู่กับธรรมชาติแล้วรู้สึกมีพลัง คลายเครียดดี :)

 

8. Make Up & Skin Care จะแต่งหน้าให้น้อยลง รู้สึกว่าแต่งหน้าเยอะและนานทำให้ผิวหมองคล้ำ แถมสิวขึ้น แล้วก็จะดูแลผิวให้ดีขึ้น mask หน้าบ่อย ๆ บำรุงผิวเรื่อย ๆ จะไม่งกกับผลิตภัณฑ์อะไรก็ตามที่ทำให้ผิวดีขึ้น แต่ถ้าเลือกได้ก็อยากได้แบบถูกและดีนะ!

 

9. Sleep habit นอนให้มากขึ้น (7-8 ชั่วโมง) นอนไม่ดึก(มาก)และตื่นเช้า(กว่าเดิม) ค่อยเป็นค่อยไปเนอะ 55555555

 

10. Shopping อาจจะฟังดูแปลก แต่อยากให้ตัวเอง Shopping มากขึ้น เพราะตอนนี้อยู่ในระยะอันตราย ของจำเป็นยังแทบไม่ซื้อ อยากให้ซื้อของมากขึ้น อะไรจำเป็นก็อย่างก ถ้ามันดีจริง จำเป็นจริง ๆ คิดดีแล้วว่าคุ้ม อย่าไปเสียดายตัง ซื้อโล้ด!

 

 

เท่าที่นึกออกก็มีเท่านี้แหละ (นี่มันก็ยาวมากแล้วย่ะ!) จริง ๆ ก็เป็นสิ่งที่ทำต่อเนื่องมาตลอดอยู่แล้ว แต่บางอันก็ไม่สำเร็จสักที โดยเฉพาะเรื่องนิสัยการนอน ฮ่าาาาา ขอให้ปี 2015 ทำได้สำเร็จ 100% ทุกข้อเลยแล้วกัน เย้!

++A Busy Day++

posted on 13 Sep 2014 08:41 by mineme in Diary
วันนี้สุดยอดมาก คิวแน่นสุด ๆ เริ่มจากนัดกับ Gladys ตอนบ่ายสาม
จากนั้นไป Moon Cake Festival ที่ WVA Clubhouse กินจนอิ่ม
ก็นั่งเวิ่นเว้อเม้ามอยกับเพื่อน ๆ แต่เหมือนเราจะพูดเยอะสุด ฮ่าาา

ประมาณ 6 โมงนิด ๆ ก็ไปงาน International Friendship Program ต่อ
อาหารอร่อยมากถึงมากที่สุด กินเยอะอะเกน รู้สึกผิดเล็กน้อยเพราะกินข้าวเย็นสองรอบ
แต่ช่วยไม่ได้ มันอร่อยจริง ๆ อ่ะ อยากเอากลับบ้านมาก แต่ไม่กล้าอ่ะ ฮ่าาาาาาา
 
มีโมเมนต์ฮาตอนตักเค้กด้วย เค้กมันติดกันแน่นมาก ตักไม่ได้สักที
โมเอนะเลยตักให้ พอมันหล่นใส่จาน นางกรี๊ดดังมาก เพื่อนนางก็ตีนาง
โคดฮา คนมองเต็มเลย แต่ดูนางไม่ได้แคร์ไรมากนะ ก็ตลกดี 555555
 
อ้อใช่ เพื่อนอเมริกันที่ได้ชื่อ Kristen Parsons เค้าทำงานในมหาลัยเรานี่แหละ
วันนี้นางไม่ได้มาอ่ะนะ แต่ทำงานที่นี่เดี๋ยวก็คงได้เจอกัน (เมลล์ไปหาแล้วล่ะนะ)
เม้ากระจายแน่ ๆ เพราะนางเคยมาเรียนแลกเปลี่ยนที่ไทย 1 ปีล่ะ ว้าว!!!!!!!!!

เรื่องเรียนบ้างอะไรบ้าง เรียนชิล ๆ การบ้านไม่ค่อยยากมาก แต่หลังจากนี้น่าจะยากขึ้นแล้ว
แต่งานกลุ่มโอเค เพราะเราได้กลุ่มดีมาก ๆ อ่ะ ดังนั้นเทอมนี้คงไม่มีอะไรน่าห่วงมากมั้ง
ทุกอย่างดีขึ้น ๆ ถึงขั้นเรียกว่า "สุดยอด" ได้เลยนะเนี่ย มีความสุขจัง :)

ไว้มีอะไรคืบหน้าจะมาเล่าใหม่นะจ๊ะน้องบลอค บ้ายบายยยย XD
 
12 September 2014

++Optional Practical Training (OPT)++

posted on 07 Sep 2014 07:13 by mineme in Diary
Optional Practical Training (OPT) เป็นสิทธิในการฝึกงาน/หางานทำที่อเมริกาสำหรับนักศึกษาต่างชาติ
โดยสามารถฝึกงานได้ 12 เดือนหลังจากเรียนจบ และต้องทำงานที่เกี่ยวข้องกับสาขาที่เรียนมาเท่านั้น
 
ตอนแรกก็สนใจนะ อยากลองสมัครดู เพราะอยากลองหางานดู ได้ก็ดี ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร
เหมือนอยากลองหางานที่นี่ดูเฉย ๆ แต่พอรู้ว่าค่าสมัคร $380 เปลี่ยนใจทันที แพงเกินไป!
อีกอย่างที่อเมริกาหางานยากมาก คนตกงานเยอะ แปลว่าต้องมีค่ากินอยู่ระหว่างหางานด้วย
ณ จุดนี้ก็ตัดสินแล้วล่ะว่าควรกลับไปหางานที่ไทย เพราะถ้าอยู่ต่อไม่คุ้ม เปลืองเงินเปล่า ๆ

สายงานก็ชัดเจนแล้วว่าอยากทำงานเกี่ยวกับการศึกษา ไว้ได้งานแล้วจะมาเวิ่นในนี้นะ
แอร๊ยยยยยยยยส์ ตื่นเต้นจัง พูดแล้วก็อยากอยากเรียนจบ อยากรีบหางานเดี๋ยวนี้เลย XD

มาเรื่องมหาวิทยาลัยบ้าง ช่วงนี้ก็เรียนเรื่อย ๆ เทอมนี้เรียนสนุก ชอบทั้งสองวิชาที่เรียนเลย
หนังสือ The Cultural Code ที่ประกอบวิชา Media and Culture สนุกมาก
อ่านแล้วเปิดโลกทัศน์สุด ๆ วัฒนธรรมต่างกันก็มองอะไรต่างกัน ส่วนในห้องก็เน้นพูดคุย วิเคราะห์สื่อ :)

อีกวิชาหนึ่งคือ Interactive Media ให้คิด App แบบคร่าว ๆ ไม่ต้องสร้าง App จริง ๆ
กลุ่มเราก็ทำ St. Louis Zoo เพราะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ดังและฟรีใน St. Louis :)
คิดว่าเทอมนี้เป็นเทอมที่เรียนสนุกที่สุด ชอบที่สุด ขอให้ทุก ๆ เทอมเป็นแบบนี้ไปจนเรียนจบเลยนะ เย้ ๆ

06 September 2014

++Last year has just started++

posted on 28 Aug 2014 12:19 by mineme in Diary
อีก 9 เดือนก็จะเรียนจบแล้ว นี่ผ่านมาปีกว่าแล้วหรอเนี่ย ไวเนอะ!
พอเปิดเทอม Fall 1 มานี่จัดหนักมาก ร่วมทุกกิจกรรมที่จัด
International Friendship Program ก็สมัคร ก็ไม่รู้จะเป็นยังไงอ่ะนะ
มี Workshop มีอะไรก็เข้าร่วมหมด ยิ่งอันไหนมีข้าวฟรีนี่ไม่มีพลาดอ่ะ
อารมณ์ว่าโค้งสุดท้าย มีกิจกรรมอะไรต้องรีบตักตวงให้สุด ฮ่าาาาา

สมัครงาน Part-time ในมหาวิทยาลัยไปด้วย ไม่รู้จะได้ไหม งานที่แล้วก็วืดไปแระ
ถ้าได้ก็ดี มีโอกาสได้ทำงานในรั้วมหาลัยบ้างอะไรบ้าง แต่ก็กลัวเรียนไม่ไหวเหมือนกัน
ดังนั้นถ้าไม่ได้ก็ดีเช่นกัน จะได้เรียนอย่างเดียว ไม่เวิ่นเว้อ XD

ตอนนี้เป้าหมายชีวิตชัดเจนสุด ๆ อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน มีความสุขมาก :D
อยากเรียนจบมาก ๆ แล้ว อยากสมัครงาน อยากเริ่มงาน ณ จุดนี้ เดี๋ยวนี้!
กว่าจะมาถึงวันนี้ ที่ผ่านมารู้สึกว่าทุกจังหวะของชีวิตมีปัญหาก็จริง
แต่สุดท้ายมันจบสวยงามกว่าที่คิดตลอดเลย แสดงว่าเราโชคดีสินะ สินะ
เอาเถอะ โค้งสุดท้ายแล้ว ทำให้ดีที่สุดแล้วกันเนอะ เดี๋ยวก็ได้งานที่ชอบ อิอิ

27 August 2014

++1-6 AUG 2014: New York Trip++

posted on 08 Aug 2014 04:29 by mineme in Diary
01 August 2014
ตื่นแต่เช้าในรอบหลายปีไปขึ้นเครื่อง หลับ ๆ ตื่น ๆ ตลอดเวลาเพราะเมื่อคืนตื่นเต้นจนนอนไม่หลับ พอมาถึง LaGuardia Airport (LGA) ตอนแรกกะจะเช่ารถ แต่พอเห็นราคาแล้วไซร้ นั่ง Subway ดีกว่า จากนั้นก็นั่ง Taxi ไป Check-in ที่โรงแรม ซึ่งสถานที่ตั้งเริ่ดมาก เดินจากโรงแรมไป Subway ประมาณ 5 นาทีเอง แถมเป็นสถานีต้นสายด้วย ไม่ต้องกังวลเรื่องที่นั่ง พอจัดแจงเก็บข้าวของเสร็จก็กินซาลาเปา (เสี่ยวหลงเปาและอื่น ๆ) แถว ๆ โรงแรม อ้อ ลืมบอกไป โซนนั้นเป็น China Town อ่ะนะ มีแต่คนจีนจนนึกว่ามาผิดเมืองรึเปล่า 55555

พอท้องอิ่มก็ได้เวลาตะลุย NY นั่ง subway ไป Time Sqaure ละลานตามาก มีแต่ตึกใหญ่ ๆ สวย ๆ ไหนจะจอทีวีไซส์บิ๊ก ชอบบรรยากาศวุ่นวาย ๆ แบบนี้มาก ชอบเมืองใหญ่ ๆ ไม่ชอบเมืองเงียบ ๆ น่ะนะ เดินเล่นสักพักก็เจอ St.Patrick's Cathedral ถึงเข้าไปดูได้แต่กำลังซ่อมแซมอยู่เลยไม่ได้ถ่ายรูปด้านนอกมา เดินวนไปวนมาแถวนั้นจนชักจะหิว เลยไป China Town ซะหน่อย แต่พอเดินจริง ๆ ไม่เหมือน China Town เลยอ่ะ แถว ๆ โรงแรมยังเหมือนกว่าอีก สุดท้ายกินอาหาร Italian ซะงั้นอ่ะ ก็แหม อยากลองอะไรที่ไม่เคยกินนี่นา

พอกินเสร็จ ก็ช็อคกับค่าอาหารและภาษีเบา ๆ แต่ก็ทำใจไว้แล้วแหละว่าทุกอย่างใน NY จะแพงเว่อร์ ตอนกินเสร็จก็มืดมากแล้ว แต่ยังไม่อยากกลับหอเลยไป Soho ต่อ ซึ่งก็อย่างที่บอกว่ามืดแล้ว ร้านรวงเลยปิดกันหมด มาทำไมเนี่ย? 5555 หลังจากเดินจนพอใจ (และแน่ใจว่าปิดหมดเกลี้ยงไม่เหลืออะไรให้เดินดู) ก็นั่ง Subway กลับโรงแรม จบแล้ววันแรก in NY :)

02 August 2014
ตื่นเช้าเพื่อมากินข้าวเช้าฟรีในโรงแรม อาหารก็เฉย ๆ อ่ะ ไม่ได้อร่อยไม่ได้แย่ จากนั้นก็นั่ง Subway ไป Grand Central Station สวยมาก ใหญ่มาก คนเยอะไปหมด แต่ที่ฮาสุดคือด้านบนเป็น Apple Store! ก็เข้าใจนะว่าคนเยอะมาก ทำเลเหมาะสม แต่มันไม่เข้ากันเลยอ่ะ ฮ่าาาาาาา

จากนั้นก็เดินไป New York Public Library สวยงามอลังการ แต่คาดว่าคนเยอะขนาดนี้คงอ่านหนังสือที่นี่ไม่รู้เรื่องแน่ ๆ อ่ะ เริ่มหิวแล้ว เช็คใน Yelp เห็นว่าร้านราเมนชื่อ Totto Ramen ดังมาก แต่อาจจะต้องรอเป็นชั่วโมงถึงจะได้กิน แต่แหม อยากกินอ่ะ ต้องลอง! ก็นะรอไปเกือบชั่วโมงได้ แต่อร่อยคุ้มค่ามาก พูดแล้วก็อยากกินอีก T_T

พออิ่มก็ได้เวลาตะลุย Museum of Modern Art (MOMA) ภาพวาดสวย ๆ ดัง ๆ เยอะมากทีเดียว ถ่ายรูปซะไอโฟนแทบพัง เดินดูกี่ชั่วโมงก็จำไม่ได้ แต่ดูจนครบทุกภาพ(และชิ้นงาน)เลยนะ ณ จุดนั้นเมื่อยมากก็จริง แต่พอเจอ Uniqlo ร้านใหญ่ใน 5th Ave เข้าไป หายเมื่อยทันที และเสียทรัพย์ไปเกือบ $90 แต่ไม่ค่อยรู้สึกอะไรเท่าไรเพราะเป็นของที่จำเป็นต้องซื้ออยู่แล้วอ่ะนะ

พอช้อปปิ้งเสร็จเพิ่งสำเหนียกว่าเมื่อยขามาก ไม่รู้ทนเดินไปได้ยังไง รีบนั่ง Subway กลับโรงแรมทันที พักผ่อนสักพักก็ไปหาของกินใน Flushing Mall มีร้านติ่มซำใน Food Court ซึ่งคนเยอะมากและท่าทางน่ากินมาก ก็กินไปอะไรไป ได้ข่าวว่าปวดท้องแต่ก็ซัดชานมไข่มุกเรียบ ก็เดินไปเรื่อย ๆ แวะกินนั่นนี่ตามทางไปเรื่อย พยายามจะหาเค้กกิน แต่ไม่มีร้านไหนน่าสนใจ สุดท้ายก็กลับโรงแรม!

03 August 2014
ตื่นเช้ามากินอาหารในโรงแรมอีกเช่นเคย จากนั้นก็ได้เวลาไปเดิน Museum ซึ่งเป็น Highlight ของทริปนี้ นั่นคือ The Metropolitan Museum of Art (The Met) เพิ่งเข้าใจคำว่า"เดินจนขาลาก" แบบจริง ๆ จัง ๆ เป็นครั้งแรกในชีวิต เดิน 6 ชั่วโมงได้มั้ง แถมดูไม่ครบด้วย ประมาณ 80% เท่านั้นแหละ แต่ต้องหยุดเพราะสังขารไม่ไหวจริง ๆ ค่ะ T_T

แต่บอกเลยว่าคุ้มมาก จ่าย $12 แต่เดินดูไป $1,200 อ่ะ มีแต่ของเจ๋ง ๆ ศิลปะสวย ๆ จริง ๆ ควรแบ่งเป็น 2 วันแล้วเดินให้ทั่วอ่ะนะ เสียดายไม่ได้แพลนให้ดี ๆ จะว่าไปอาหารใน Museum แพงมาก แถมไม่อร่อยด้วย เข็ด! พอออกมาจาก The Met ก็พักกิน Strawberry Short Cake จำชื่อร้านไม่ได้ แต่อร่อยดีนะ :)

พอกินเสร็จก็ขึ้น Subway หลงทางนิดหน่อยใน Subway ด้วย ประมาณว่าขึ้นผิดฝั่ง แต่แตะบัตรไปแล้วเลยเข้าไปใหม่ไม่ได้ สรุป ต้องใช้ประตูฉุกเฉินแทน ฮ่าาา พอถึงโรงแรมก็สลบ นอนประมาณชั่วโมงนึงได้ ตื่นมาตอนทุ่มกว่า ๆ แล้วก็ไปกิน Mogu Sushi :)

04 August 2014
ตื่นแบบชิล ๆ ไม่เช้ามาก แต่วันนี้อยากกินอะไรใหม่ ๆ บ้าง เลยไปกินอาหารจีนใน New World Mall กินข้าวซี่โครงหมูอะไรสักอย่าง ไม่รู้เรียกแบบนี้รึเปล่า แต่น่าจะใกล้เคียงแหละ อร่อยดี ราคามิตรภาพ (สำหรับ NY)

จากนั้นก็นั่ง Subway ต่อด้วยเดินประมาณ 15 นาทีไปขึ้นเรือของ Circle Line Sightseeing Cruises ทริปที่เลือกชื่อ Liberty Cruise นาน 75 นาที แอบเสียดายน่าจะเลือกแบบ 2.5 ชั่วโมงไปเลย แต่ก็นะ แพง! บนเรือก็บรรยากาศสุดยอดมากอย่างที่คิด ถ่ายรูปกระจุย และแน่นอนมา NY ต้องถ่ายรูปเทพีเสรีภาพ ไม่งั้นเหมือนมาไม่ถึงนะเคอะ ฮ่าาาาาาาาา

พอนั่งเรือเสร็จก็ขึ้น Subway ไป 9/11 Memorial ตอนแรกนึกว่าเค้าทำ Memorial แค่อันเดียว คือ เป็นเหมือนบ่อน้ำขนาดใหญ่ แล้วรอบ ๆ บ่อน้ำ ก็สลักชื่อคนที่เสียชีวิตตอน 9/11 เอาไว้ แต่พอเดินเจออีกอันถึงกับอึ้ง เฮ้ย! คนตายเยอะขนาดนี้เลยหรอ แต่ก็ไม่แปลกมั้ง เมืองใหญ่ขนาดนี้ แถมคนจากทั่วโลกก็มาเที่ยวตลอดทั้งปีด้วยอ่ะ

จากนั้นก็เดินไป Trinity Church ด้านนอกเป็นหลุมฝังศพ ถามว่าสวยไหม สวยมาก ๆ นะ แต่หลอนมากเหมือนกัน ถ้ามาตอนกลางคืนคงไม่กล้าเข้าอ่ะ ด้านในเงียบกริบ ขลังมาก แถมมีหลุมศพของบาทหลวง(มั้ง?) อยู่ในด้านห้องทำพิธีด้วย สวย ขลัง หลอน ครบสูตรจริง ๆ เค่อะ

เดินต่อไปยัง Wall Street (New York Stock Exchange) เป็นโซนที่ชอบที่สุดใน NY อธิบายไม่ถูก เหมือนมีพลังงานบางอย่าง ชอบมาก อยากอยู่ ณ Wall Street ตลอดกาล สรุปว่าชอบบรรยากาศของ Lower Manhattan ที่สุดล่ะนะ XD

หันไปเห็น Federal Hall Historic Federal Museum & Memorial ก็แวะเข้าไปดูขำ ๆ ไม่ค่อยมีอะไรเท่าไร เล่าว่าในอดีตเคยมีตึกอะไร เป็นยังไงมาก่อน ประมาณนิ จากนั้นก็เดินไป Brooklyn Bridge ไม่ได้เดินข้ามไปเพราะอากาศร้อนมาก เลยขึ้น Subway กลับโรงแรมแทน

05 August 2014
วันนี้กิน Spicy Pot ที่ New World Mall เค้าจะให้เลือกเนื้อกับผักที่ชอบ แล้วคิดราคาตามน้ำหนัก กินเหลือด้วย ไม่น่าสั่งเยอะเลย ฮ่าาา

วันนี้หลัก ๆ ก็ไม่มีอะไรมาก หลงอยู่ใน Subway 2 ชั่วโมงได้ ไม่รู้เกิดอะไรขึ้น Subway จอดนิ่ง ๆ อยู่เกือบชั่วโมงได้ ขี้เกียจรอเลยเดินไปขึ้น Subway อีกอัน ก็อาการคล้าย ๆ เดิม แต่สุดท้ายเค้าก็ประกาศว่าให้ขึ้น Subway อันต่อไปได้เลย จะจอดทุกป้าย สงสัยมีอะไรพังหรือต้องซ่อมอะไรสักอย่างล่ะมั้ง

พอมาถึง American Museum of Natural History อากาศใน Museum หนาวนรกแตกมาก ๆ เลยซื้อของที่ระลึกเป็นเสื้อแขนยาวมาประทังความหนาว เดินดูนู่นนี่ได้แป้บ ๆ เพราะหนาวมาก แต่ก็ได้ดูไดโนเสาร์ ตามแพลนอ่ะนะ พอออกมาข้างนอกนี่เหมือนคนละโลก อากาศร้อนมาก ก็ซื้อ Hot Dog แล้วไปนั่งกินใน Central Park เดินเล่นไปมาแล้วก็นั่งพัก อยากเดินต่อนะ แต่เหมือนล้าอ่ะ เดินเยอะ ๆ มาหลายวันแล้ว ขาพิการชั่วคราว T_T

อยู่ ๆ กระเป๋าถือก็เกิดอาเพศ ทำลายตัวเองกลาง NY เลยต้องถ่อสังขารไป Time Sqaure และ 5th Ave ต่อ แต่กระเป๋าแพงเว่อร์มาก คือ แพงถึงขนาดที่ว่าลด 95% ก็ยังซื้อไม่ลงอ่ะ แล้วเอาจริง ๆ ถ้ากระเป๋าแพงขนาดนั้นก็ไม่กล้าใช้นะ คงตั้งโชว์ไว้บนตู้ตลอดกาล สุดท้ายพ่ายแพ้ต่อราคา ไม่ซื้อก็ได้! ก็กลับโรงแรมไปกินซาลาเปาถูกและอร่อยใกล้ ๆ โรงแรมอย่างมีความสุขแทน ฮ่าาาาาาาาา

06 August 2014
Check out ตอนเกือบ ๆ เที่ยงแล้วก็ไปเดินช้อปที่ Macy's แถว ๆ โรงแรม กระเป๋าก็สวยดี แต่มันรู้สึกว่ายังไม่ใช่อ่ะ แถมแพงเกินคุณภาพเพราะเป็นกระเป๋าแบรนด์ เลยกะว่ากลับไปซื้อที่ St. Louis อยากได้กระเป๋าธรรมดา ๆ คุณภาพพอดี ๆ ราคากันเอง ใช้แล้วสบายใจ

Flight กลับ St. Louis เวลา 05.40PM พอใกล้ ๆ บ่าย 3 ก็นั่ง Taxi ไป LaGuardia Airport (LGA) พอมาถึงก็พบกับความดราม่าทันที Flight แคนเซิลซะงั้น! Delta บอกว่าจะรับผิดชอบค่าโรงแรมให้ถ้าอยู่ต่อคืนนี้ แล้วบินพรุ่งนี้แทน แต่ไม่ชอบให้อะไร ๆ ผิดแพลน แพลนว่าจะกลับวันนี้ก็ต้องวันนี้ เลยถามว่ามี flight อื่น สายการบินไหนก็ได้ที่บินวันนี้ไหม เค้าก็บอกมีของ American Eagle ตอน 07.40PM เอาวะ 2 ชั่วโมง รอก็รอ!

ตอนแรก ๆ ง่วงมาก เกือบหลับหลายหน แต่ก็คิดได้ว่าทำไมไม่เดินเล่นระหว่างรอล่ะ! พอเดินเล่นเท่านั้นแหละ เวลาผ่านไปไวมาก ซื้อพวงกุญแจ NY มาเป็นที่ระลึกด้วย และแล้วก็ถึงเวลาขึ้นเครื่อง Bye Bye New York!!!!!!!!!!!

ก่อนจบ Entry ขอสรุปค่าใช้จ่ายสักนิด
ค่าโรงแรม $360.86
เครื่องบิน $262.00
อาหาร $218.25
อื่น ๆ $210.49

รวม $1,051.6

สำหรับ 6 วันนี่เยอะหรือน้อยก็ไม่รู้ แต่ตอนแรกตั้งงบไว้ $1,000 ก็ถือว่าโอเคอ่ะนะ รู้สึกว่าเวลาผ่านไปไวเว่อร์ หลงรักนิวยอร์กสุดใจ โดยเฉพาะ Lower Manhattan เลิฟมากทริปนี้ ไม่คิดไม่ฝันว่าจะได้มา NY ไวขนาดนี้
 
NY Trip เป็นหนึ่งในสิ่งที่ต้องทำก่อนตาย คงไม่ต้องบรรยายความรู้สึกมากมายเนอะ อธิบายไม่ได้ด้วยแหละ ขอให้เงินเหลือเยอะ ๆ จะประหยัดแบบสุดติ่ง เผื่อจะมีทริปต่อ ๆ ไปอีก เหะๆๆๆ XD
 
 
 

++Before NY Trip++

posted on 01 Aug 2014 04:56 by mineme in Diary
เหมือนอัพทุก ๆ สิ้นเดือนชอบกลแฮะ ฮ่าาาาาาาาา
พรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้าตรู่ ใช่แล้น! NY Trip นั่นเอง!
เตรียมของเสร็จหมดแล้ว จริง ๆ คือเตรียมเสร็จนานแล้ว
ทริปในฝันของช้านนนนนน (ไม่ค่อยตื่นเต้นเลยเนอะ?)

อ่านข่าวอีโบล่าแล้วแอบหลอนเบา ๆ หวังว่า NY คงปลอดเชื้อ
และหวังว่าจะเที่ยวอย่างราบรื่น ไม่ติดขัด ไม่หลงที่ไหน ๆ ใด ๆ
ขอให้เป็นทริปที่ประหยัด ปลอดภัย คุ้มค่าเงินนะเคอะ :D

กะไว้ว่าจะเขียนบันทึกแบบยาว ๆ สะใจ ๆ หลังจบทริป
แต่ก่อนอื่นคงต้องเขียนสั้น ๆ ใส่ในมือถือไว้อ่ะนะ ไม่งั้นลืม
ไม่รู้จะอัพอะไรแล้ว ตอนนี้เหลือแต่ขึ้นเครื่อง นอกนั้นเสร็จหมดแล้ว
เอาเป็นว่าเดือนสิงหาคม หลังเสร็จสิ้นทริปในฝันค่อยเจอกันใหม่จ้า XD

31 July 2014

++สบาย ๆ สไตล์ซัมเมอร์++

posted on 30 Jun 2014 12:10 by mineme in Diary
เดือนมิถุนายนกำลังจะผ่านไปแล้ว ไวมากจริง ๆ
แต่อยากให้ไวกว่านี้นะ อยากเรียนจบมาก ๆ ณ จุดนี้
ยอมรับว่าชักจะขี้เกียจ แต่งานก็ยังคุณภาพอยู่นะ อิอิ
เหลืออีก 8 วิชากับ Thesis หนึ่งเล่ม จะจบแล้ว โฮกกกกก

ถามว่าคิดถึงเมืองไทยไหม ก็ไม่เท่าไรนะ
แต่......
คิดถึงอาหารอร่อย ๆ หลากหลายและถูก ของเมืองไทย
คิดถึงโรงหนังลิโด้-สกาล่า หนังราคา 100 บาท ทุกเรื่องทุกรอบ
ที่บ้านนี่ไม่คิดถึงเลย อยู่ที่นี่คุยกันบ่อยกว่าอยู่ไทยอีก 55555

ยังไม่รู้เลยว่าจะบินกลับเดือนไหน คงช่วงสิ้นเดือนพฤษภาคม 2015
แต่วันไหนนี่ไม่แน่ใจ เลยยังไม่กล้าจองตั๋วสักที (จะรีบไปไหนเนี่ย!!!)
อยากรู้แล้วว่าจะได้ทำงานอะไร ที่ไหน อยู่หอไหน ฮ่าาาาาาาาาา
ชอบความรู้สึกเวลาคิดเรื่องพวกนี้อ่ะ ชีวิตดูสดใส เริงร่า ตื่นเต้นดี :)

ก่อนเริ่มเทอม Fall ก็กะจะไปเที่ยว NY กับ Chicago
ก็ไม่รู้จะได้ไปรึเปล่า ไว้ถ้าได้ไปจะมาเม้าท์ในนี้แล้วกัน อิอิ

ช่วงนี้ก็เรื่อย ๆ ชิล ๆ เพราะทำการบ้านล่วงหน้าไว้นานมาก
คือ มันยากมาก เลยรีบทำเกินเหตุ พอเสร็จไวก็นั่งว่าง 55555
เอาเป็นว่าสบายดีแล้วกัน เจอกันใหม่ Entry หน้า XD

29 June 2014

++Thai VS American professors++

posted on 07 May 2014 06:38 by mineme in USA
ความแตกต่างของอาจารย์ไทยและอาจารย์อเมริกัน
อ้างอิงจากประสบการณ์ของตัวเองล้วน ๆ ขอเน้นว่าเฉพาะมหาวิทยาลัยที่เคยเรียน
และเอกที่เคยเรียนเท่านั้นนะจ๊ะ อย่าเหมารวมเน้อ :)

1. ลักษณะการสอน
อาจารย์อเมริกัน: สอนเรื่อย ๆ สอนไปคุยไป บางครั้งเหมือนมานั่ง discuss กันมากกว่ามาเรียนด้วยซ้ำ
แล้วก็ชอบให้ถามและตอบคำถามของท่าน อาจารย์จะมีความสุขมากเวลานักศึกษาถามคำถามและตอบคำถาม
จะผิดถูกไม่ว่ากัน ชอบให้ตอบให้ถามเยอะๆๆๆ

อาจารย์ไทย: อัดข้อมูลไปเรื่อย ๆ พยายามสอนนักศึกษาเยอะ ๆ ให้ความรู้เยอะ ๆ ที่สุดเท่าที่จะทำได้
หลาย ๆ ท่านไม่ชอบให้ถามคำถาม อาจจะเพราะกลัวสอนไม่ทันหรืออะไรก็ไม่ทราบได้

2. วิธีการอธิบายเนื้อหา
อาจารย์อเมริกัน: ก่อนเริ่มสอนในแต่ละคาบ อาจารย์จะบอกว่าวันนี้จะสอนอะไรบ้าง ทำอะไรบ้าง
บางท่านก็แจก outline มาเลยว่าวันนี้จะทำอะไรบ้าง อาจารย์แต่ละคนมีสไตล์การสอนที่แตกต่างกันก็จริง
แต่เท่าที่สังเกต ส่วนใหญ่จะอธิบายแบบเส้นตรง จาก 1 ไป 2 ต่อด้วย 3 พร้อมยกตัวอย่างประกอบ
แต่ข้อเสียคือบางทีพูดไปเรื่อย ๆ เกินไป อธิบายเยอะมากจนงง สับสน ไม่ค่อยตรงประเด็น
เหมือนเน้นตัวอย่างให้นักศึกษาเข้าใจมากกว่าอธิบายเป็นคำพูด

อาจารย์ไทย: อ้างอิงจากข้อหนึ่ง คืออัดข้อมูลเต็มที่ แต่รู้สึกว่าอาจารย์ไทยจะพูดจาตรงประเด็นมากกว่า
คือ พูดเข้าประเด็นเลย จบ จากนั้นเปลี่ยนเป็นหัวข้ออื่นไปเลย
ข้อเสียคือถ้าไม่ตั้งใจเรียน ง่วง หลับ ๆ ตื่น ๆ ฟังไม่ทันเมื่อไร ก็หลุดได้ง่าย ๆ

3. วิธีให้ feedback นักศึกษา
อาจารย์อเมริกัน: จะถนอมน้ำใจนักศึกษามากกกกกกก บางทีมากไปจนไม่รู้ว่าต้องแก้อะไร
จะชอบพูดประมาณว่า "ก็ถูกนะแต่...." "จริง  ๆ ที่ยูเขียนมาก็ใช่แหละ" "อาจารย์ชอบไอเดียนี้นะ" บลาๆๆ
อ้าว สรุปว่าทำไมผิด สรุปว่าผิดหรือถูก ตกลงต้องแก้รึไม่ต้องแก้ แล้วแก้ยังไง งงค่า 555555

อาจารย์ไทย: เปเปอร์จะแดงเถือกมาเลยค่ะ แก้กระจาย คอมเม้นท์กันแบบถึงพริกสุด ๆ
แต่กลับชอบแบบนี้นะ เพราะเวลาทำงานส่ง เราเค้นสมองที่สุดแล้ว นั่นคือเปเปอร์ที่ดีที่สุดที่ทำได้แล้ว
ดังนั้นอยากได้คอมเม้นท์ตรง ๆ ผิดถูกอะไรยังไง ทำไม แก้ยังไง บอกมาเลยดีกว่า

สรุป อาจารย์จากทั้งสองประเทศมีวิธีการสอนที่แตกต่างกันมาก ซึ่งมีทั้งข้อดีและข้อเสียปะปนกันไป
หน้าที่ของนักศึกษาคือต้องเข้าใจธรรมชาติอาจารย์และปรับตัวให้ได้
ถ้าเรารู้ว่าอาจารย์อยากให้นักศึกษาทำอะไร เป็นแบบไหน โอกาสที่เราจะได้คะแนนสูงก็มากขึ้น
บางครั้งตั้งใจเรียน ขยันเรียนอย่างเดียวไม่พอ เราต้องรู้จักคนที่ให้คะแนนเราอย่างถ่องแท้ด้วย
เหมือนเวลาทำธุรกิจก็ต้องรู้จักลูกค้าให้ดีก่อนนั่นแล!
 
06 May 2014

++My papers++

posted on 01 May 2014 10:54 by mineme in USA
อาจารย์ C. ชมว่าเปเปอร์ยูผิดน้อยนะ หาจุดผิดยากมาก แกรมมาร์ก็ผิดจุดเล็ก ๆ อย่าไปกังวลมาก
ก็ดีใจนะ แต่ถึงแม้อาจารย์จะชมก็เหอะ เราก็รู้ตัวดีกว่าแกรมมาร์เป็นปัญหาชีวิตมากกว่านั้น
เพราะเวลาเขียนก็ใช้แต่แกรมมาร์เดิม ๆ ที่เรามั่นใจว่าถูก มันก็เลยไม่ผิดน่ะสิ!

นอกจากนั้น อาจารย์ยังขอเปเปอร์เราไปเป็นตัวอย่างให้นักศึกษาคนอื่นดูด้วย ดีใจมาก
แสดงว่าเราเขียนดีจริง ๆ สินะ สินะ อยากพัฒนาทักษะการเขียนให้มากกว่านี้จังเลยนะ
เหลือเวลาปีกว่า ๆ เอง ไม่รู้จะได้มากน้อยแค่ไหนกันเชียว
ถ้ากลับไทยไปแล้ว ไม่ว่าจะเขียนอะไร ก็ไม่มีใครมาคอยตรวจให้แบบนี้หรอก
อ่านเองตรวจเองก็แปลก ๆ ป่ะ ฮ่าาาาาาาาา

อยากกลับไทยแล้วแฮะ ไม่เชิงว่าคิดถึงหรอก แต่อยากทำงานมากกว่า
เรียนก็สนุกกว่า ชิลกว่า แต่รู้สึกว่าใช้แต่เงินอ่ะ ไม่มีรายได้เลย
รู้สึกไม่ค่อยดียังไงไม่รู้ ถึงจะรู้ว่ามาเรียน หน้าที่ก็คือ"เรียน" ก็เหอะ
แน่นอนว่ามาต่างประเทศก็ต้องใช้เงินเยอะกว่าที่ไทยอยู่แล้ว
อีกอย่างเราเป็น International student จะทำงานแบบเด็กอเมริกันก็ไม่ได้อ่ะนะ
ทำงานไปเรียนไป ผิดกฎหมายบ้านเค้า เดี๋ยวโดนจับได้ ถูกส่งกลับ ซวยเลย!

พรุ่งนี้ก็เดือนพฤษภาคม 2014 แล้วเหรอเนี่ย ไวเนอะ
มาถึงที่นี่ตั้งแต่ 15 สิงหาคม 2013 ก็เฉียด ๆ จะครบปีแล้วแฮะ
เอาเป็นว่ารีบเรียนรีบจบแล้วกันเนอะ :D

30 April 2014

++Strong Interest Report++

posted on 30 Apr 2014 06:37 by mineme in USA
หลังจากไปพบ Career Advisor และได้ทำ Test เกี่ยวกับ Strong Interest ไป ผลออกมาแล้วอึ้งทีเดียว เห็นแล้วจุกอ่ะ
The General Occupation Theme ของเรา คือ AES (Artistic, Enterprising and Social)

ด้านล่างนี้คือ Top Five Interest Areas
1. Teaching & Education (Social Theme)
2. Performing Arts (Artistic Theme)
3. Writing & Mass Communication (Artistic Theme)
4. Human Resourse & Training (Social Theme)
5. Visual Arts & Design (Artistic Theme)

ทำไมถึงจุก ก็เพราะรู้ตัวเองมาสักพักแล้วล่ะว่าหมกมุ่นเกี่ยวกับการศึกษาเอามาก ๆ ชอบอ่าน ชอบเซิชคอร์สเรียนต่าง ๆ จะ Cert จะป.โท เรียนพิเศษ หรืออะไรก็เถอะ แถมตัวเองก็ชอบเรียนพิเศษมาตั้งแต่เล็ก ๆ แล้วด้วย
 
จำได้ว่าตอนไปค่ายสมัยป.ตรี มีโอกาสสอนเด็กประถมเล่นเกมส์ อ่านหนังสือ ตอนนั้นมีความสุขมาก ๆ เล่นกับน้อง ๆ สอนน้อง ๆ จนเสียงหาย นอกจากนั้นก็ชอบงานที่ต้องขีด ๆ เขียน ๆ และต้องติดต่อพูดคุยกับคนอื่น ซึ่งพอเห็น Report แล้วพูดไม่ออกอ่ะ มันตรงมาก ทำให้รู้สึกว่าแล้วนี่เรากำลังทำอะไรอยู่?

โอเคว่าวิชาเอกของเราส่วนใหญ่เรียน Communication ก็จริง ได้เขียนเยอะ พูดเยอะแบบที่ชอบ แต่งานด้านการศึกษาที่เราชอบที่สุดล่ะ มันอยู่ตรงไหน? ประสบการณ์งานบริษัทที่ผ่านมา ก็พิสูจน์ได้เป็นอย่างดีแล้วว่าเราไม่ชอบ "โลกธุรกิจ" ประเภทซื้อมาขายไป ทำกำไรเยอะ ๆ อะไรเทือก ๆ นั้น เราหลงใหลในวงการการศึกษาต่างหาก แต่ที่ผ่านมาก็เพิกเฉยต่อความหลงใหลที่แท้จริงของตัวเอง แล้วไปเลือกงานที่เงินดีกว่ามาตลอดเลยสินะ สินะ

เอาล่ะ ตั้งแต่วันนี้ขอให้สัญญากับตัวเอง ถ้าเรียนจบจะทำงานเกี่ยวกับวงการการศึกษาเท่านั้น!!!!!!!!!!
ก็ยังไม่รู้หรอกว่าจะทำงานอะไร ให้ใคร ที่ไหน อย่างไร แต่อย่างน้อยก็รู้แล้วว่าจะทำงานด้านนี้เท่านั้น!

สิ่งที่เรียนอยู่ตอนนี้ก็ไม่ใช่ว่าเกลียด ค่อนไปทางชอบด้วยซ้ำ แต่ "ชอบ"กับ"ใช่" มันต่างและห่างชั้นกันมากนะ ตอนนี้ 25 แล้ว พอเรียนจบก็ 26 แล้ว ถ้าอยากจะเปลี่ยนสายงานก็ต้องเปลี่ยนตอนเรียนจบหนนี้นี่แหละ ไม่งั้นก็สายเกินแก้แล้ว

ต้องขอบคุณ Career Advisor จริง ๆ ที่ช่วยเราหาตัวเองจนเจอ ถ้าที่ไทยมีแบบนี้บ้างก็ดีสิ มีรึเปล่านะ แต่ต่อให้มีก็ไม่ค่อยมีคนรู้จักอาชีพนี้สินะ สินะ เอาเถอะ ถือเป็นหนึ่งในข้อได้เปรียบที่เรามาเรียนต่อที่อเมริกาแล้วกัน ถึงจะรู้ตัวและยอมรับในสิ่งที่รักช้าไปหน่อย แต่อย่างน้อยก็"เริ่ม"แล้วนะ ช้าก็ดีกว่าไม่ทำเลย
 
ตอนนี้ก็ตั้งใจเรียนต่อไป เพราะความรู้ก็คือความรู้ ไม่มีทางเสียเปล่าอยู่แล้ว ในอนาคตอาจจะได้ใช้ความรู้ภาคธุรกิจที่เรียน ๆ อยู่นี่ก็ได้ ใครจะไปรู้ :P
 
29 April 2014